เมื่อลูกต้องทานยาเพื่อปรับสมาธิ พ่อแม่ต้องสังเกตอะไรบ้าง
- Aug 2
- 1 min read
หลังเริ่มรับประทานยา “น้องนิ่งขึ้นแล้ว”
คำพูดที่คุณพ่อคุณแม่มักบอก
---------------
แต่วันนี้เราจะมาหยิบยกประสบการณ์ จากจากหลายๆเคสที่ทานยา เพื่อเป็นคำแนะนำเพิ่มเติมให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตลูกหลังทานยาและอาการที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
“นิ่งขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “พร้อมเรียนรู้” เสมอไป
----------------
วันนี้เราจะมาชวนพูดคุยถึงแนวทางและข้อสังเกตเมื่อลูกๆต้องได้รับการทานยา เพื่อเพิ่มการจดจ่อและสมาธิ
เป้าหมายของการทานยาที่คุณพ่อคุณแม่จะทราบอยู่แล้วคือ ให้ลูก..
“นั่งเรียนได้นานขึ้น”
“ไม่วิ่งไปมาเหมือนเดิม”
“ดูหนังสือหรือเล่นของที่ชอบได้นานขึ้น”
ซึ้งหลายๆเคสอาจจะเกิดขึ้นตามที่เรากล่าวไป
ฟังดูเหมือนทุกอย่างดีขึ้นใช่ไหมคะ....
แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องมองให้ลึกกว่าคำว่า “นิ่ง”
เมื่อเราเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก บางครั้งกลับพบว่าเด็กนั่งนิ่งจริง แต่ยังอยู่ในโลกส่วนตัว เล่นคนเดียวหนักขึ้น จ้องหรือหมกมุ่นกับสิ่งเดิม สะบัดมือต่อเนื่อง และไม่เปิดรับคนที่พยายามเข้าไปเล่นหรือสอน
เมื่อมองเพียงผิวเผิน เราอาจเห็นว่าเด็กไม่วิ่งแล้ว
แต่เมื่อประเมินจริง ๆ
-เด็กอาจยังไม่ได้ฟังคน
-ไม่อยากร่วมกิจกรรม เปลี่ยนความสนใจยาก
-ต่อต้านมากขึ้น ตอบสนองต่อคำสั่ง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยาก
*ดังนั้น การนั่งอยู่กับของที่ตัวเองสนใจได้นาน ไม่เท่ากับการมีสมาธิร่วมกับคนและพร้อมเรียนรู้ค่ะ
ยาสามารถช่วยลดอาการบางส่วน และอาจทำให้เด็กมีช่วงเวลาที่พร้อมขึ้น
แต่การสอนให้เด็กรู้จักฟัง เล่นร่วมกับคน ยืดหยุ่น รับคำแนะนำ หรือควบคุมอารมณ์ด้วยตัวเอง การดูแลเด็กจึงควรมีทั้งการติดตามผลยาและการสอนพฤติกรรมเป็นหน้าที่ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ความช่วยเหลือจากการดูแล และสังเกตให้ทัน
*ช่วงเวลาที่เด็กสงบลงจึงไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านไปกับการนั่งอยู่ในโลกส่วนตัวเพียงลำพัง แต่ควรเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ ชวนเล่นร่วมกัน สอนให้หันมาฟัง ให้ยอมเปลี่ยนกิจกรรม รับคำเตือน รอคอยได้
และกลับมาหาคนเมื่อเริ่มไม่พอใจ
-----------------
🏠บ้านครูภู่ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินพฤติกรรม–พัฒนาการ เพื่อช่วยวางแนวทางให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน และทำงานร่วมกับแนวทางการรักษาของทีมแพทย์ค่ะ
☎️ 093-555-2649
💚 LINE: @baankhuphu




Comments